Piriya's profileจินตนาการ...สิ่งที่ต่อเต...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
จินตนาการ...สิ่งที่ต่อเติมความฝันบนโลกแห่งความจริงการกระทำของคนๆหนึ่ง เราอาจจะมองว่ามันช่างไร้เหตุผล แสดงว่าเราหาเหตุผลของเขาไม่เจอนั่นเอง เข้ามาแล้วก็ เขียนๆ ไว้หน่อยดิิ
10 October The Wall วันนี้กลับไปอ่านการ์ตูนเรื่องที่เคยชอบมากๆอีกครั้ง อ่านกี่ทีก็โดนว่ะ 555 http://storyonthewall.exteen.com แก้ๆ ขอบคุณไอ้เมย์ ที่เอาอะไรแจ่มๆมาให้อ่าน (นานแล้ว)
http://www.itemstudio.org/phpbb3/viewtopic.php?p=3028#p3028 http://www.itemstudio.org/phpbb3/viewtopic.php?t=291 http://www.itemstudio.org/phpbb3/viewtopic.php?f=3&t=421 02 September เหลือง-แดงสีเหลือง เ็ป็นสีสัญลักษณ์ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เป็นสีที่แสดงถึงความรู้ วิชาการ เป็นสีที่แสดงถึงธรรมะ เป็นสีสัญลักษณ์ของความสดใส และความรื่นเริง เป็นสีประจำวันจันทร์ เป็นสีของดวงจันทร์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมาเป็นสีสัญลักษณ์ สีแดง เป็นสีที่แดงถึงความเข้มแข็ง หนักแน่น เป็นสีของเลือด และกาชาด เป็นสีของเผด็จการ เป็นสีแทนความร้อนแรง และอำนาจ เป็นสีประจำวันอาทิตย์ เป็นสีของพระอาทิตย์ เป็นสีที่แสดงถึงชาติ เป็นสีที่ wavelength ต่ำีที่สุดที่ visible และนปช.(จำชื่อเต็มไม่ได้) นำมาเป็นสีสัญลักษณ์ เมื่อนำสีเหลืองและแดงมารวมกัน เหลือง-แดง เหลือง-แดง แดง-เหลือง แดง-เหลือง ..............สีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรึ่งโป๊ะ!!!! เกี่ยวอะไรกันฟะ http://en.wikipedia.org/wiki/Color_symbolism_and_psychology 29 August อารมณ์และเหตุผล วันนี้ผมนั่งดูข่าวทางฟรีทีวีช่องหนึ่ง ในภาวะที่คุณไม่มีทางรู้ว่าอะไรเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องจับประเด็นร้อนเรื่องระหว่างพันธมิตรและรัฐบาล รัฐบาลถือคำสั่งศาลเป็นหลัก ตำรวจใช้กำลังขับไล่พันธมิตรที่ยึดสนามหน้าทำเนียบรัฐบาลมาปิคนิค มีการใช้แก็สน้ำตาสลายฝูงชน เลยเถิดไปจนถึงตำรวจเอาปืนมาจ่อหัวพันธมิตร ซึ่งก็เปรียบเป็นประชาชนคนหนึ่ง หลายคนตั้งคำุถาม สรุปใครผิด พันธมิตรผิดที่ไปสร้างความเดือนร้อนให้ประชาชนและครม. แล้วรัฐบาลก่อความผิดหลังจากนั้นใช่ไหม? ผู้บัญชาการตำรวจออกมากล่าวว่า มีที่ไหนเอาปืนมาจ่อหัว ลูกน้องของผมไม่พกแม้แต่ไม้กระบองครับท่าน จากเรื่องกติกา ยกระดับมาเรื่องจริยธรรม รัฐบาลอ้างว่าพันธมิตรไม่ทำตามกติกา แต่รัฐบาลก็ไม่มีจริยธรรม ไล่ตั้งแต่ใ้ช้กำลังเรื่อยไปจนถึงศีลข้อที่สี่ คนในรายการพูดว่า รัฐบาลเอาแต่อ้างว่าผมชนะการเลือกตั้งมา ฉะนั้นผมต้องอยู่ครบวาระสี่ปีโดยที่คุณจะมาไล่ผมดื้อๆแบบนี้ได้ยังไง พันธมิตรก็เอาแต่อ้างว่า รัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว ไม่มีจริยธรรมแล้ววววว ลงไปซ้า.....~ ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเอง เหตุผล ที่ เหนือ อารมณ์ ความขุ่นเคือง เคียดแค้น อย่างน้อย มันยังดีที่อารมณ์ ไม่นำ เหตุผล ดูเหมือนวันนี้ เหตุผล กับ อารมณ์ ดูเหมือนเริ่มจะมีน้ำหนักใกล้เคียงกันแล้ว ด้วยการใช้กำลัง ต่อต้่าน โจมตี ข่มขู่ หรือแก้แค้นอะไรก็ว่าไป และถ้า อารมณ์ อยู่เหนือ เหตุผล ก็คงไม่ต้องมาคุยกันแบบคนมีปัญญาที่ใช้ความคิดไตร่ตรองก่อนจะทำสิ่งใดๆลงไป บ้านเมืองก็คงจะวุ่นวายยิ่งกว่านี้จนไม่อยากจินตนาการไปถึงเมื่อสิบหกปีก่อน หรือแม้แต่สามสิบสองปีที่แล้ว ก่อนจะเลือกทำสิ่งใด การมีเหตุผล นำ อารมณ์ ทำให้อะไรหลายๆอย่างไม่บานปลาย ผมสละสิทธิ์ Bath, Southampton, และ Imperial College ไปแล้ว สงสัยผู้มีปัญญาคงไม่ได้บัญญัติอยู่ในสมองผม หึหึ วันนี้ดูได้ข่าวสนุกในรอบปีเลยทีเดียว ปล. ผมไม่ได้เชียร์พันธมิตรนะครับ ทุกท่าน 08 July Steve Jobs “Stay Hungry. Stay Foolish.” Positioning Magazine ตุลาคม 2548 English Version http://news-service.stanford.edu/news/2005/june15/jobs-061505.html Youtube Video http://www.youtube.com/watch?v=D1R-jKKp3NA ![]() สุนทรพจน์ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintoch โอวาท ที่ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกคอมพิวเตอร์ที่ Silicon Valley และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ สุนทรพจน์ วันนั้น Jobs เพียงแต่เล่าถึงบทเรียนในชีวิตของเขา 3 บท แต่เป็น 3 บทที่ทำให้เขาซึ่งแม้แต่แม่ที่แท้จริงก็ไม่ต้องการ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก บทเรียนบท แรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การลากเส้นต่อจุด” เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะได้ลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ต้องการเลี้ยงดูเขา และตัดสินใจยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobs เกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่า พวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรม ซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริงซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของ Jobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็นยก Jobs ให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobs ได้เรียนมหาวิทยาลัย 17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขาแต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนไม่เคยเลี้ยง ดู เพียง 6 เดือนในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิต หมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออก เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต แม้ ว่าตอนนี้เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่า การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งใน ชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขา ไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้ แต่ เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาจึงไม่มีห้องพักในหอพัก และต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆ สัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna อย่าง ไรก็ตาม เขาชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy) Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม ถ้าหากเขาไม่ลา ออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ “ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น ใน เมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่ บทเรียนชีวิตบท ที่สองที่ Jobs เล่าต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน แต่หลังจากที่เขาเพิ่ง เปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น ข่าวการถูกไล่ออกของ เขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต แต่ความ รู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพราะความหนักอึ้งของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการ เป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของเขาคือ ความตาย เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อ ปีที่แล้ว เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย แต่ แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่าง ละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตาย มากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมา และทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปาก เสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติ ว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น และเขาคิดว่า มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น Jobs เห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ “ชีวิต” ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ ดังนั้น Jobs บอกว่า เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะ พาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่ม หนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา Fortune ฉบับเดือนกันยายน 2548 แปลและเรียบเรียงโดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ 24 June จำเป็น...??? สิบปีที่แล้ว เครื่องคอมสเปกใหม่เอี่ยมที่เฝ้ารอคอยก็มาตั้งอยู่ชั้นสามที่บ้านผม AMD K6-2 333MHz RAM 64 MB HDD 3 Gb สเปกระดับนี้ถ้าเอามาขายในยุคปัจจุบันคงได้ราคาไม่ถึงพัน ราวกับเห่อของใหม่ ผมเอาเกมยัดใส่ลงไปแล้วเล่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ต้องไปเล่นคอมที่ทำงานพ่อแล้วโว้ย..... ผ่านการกระทำชำเราไปหกปี มันก็อืดลงๆ ไปตามกาลเวลา ของใหม่ก็เข้ามาแทนที่ AMD Athlon XP 2500+ 1.7 GHz RAM 512 MB HDD 100GB เพียงแค่หกปี สเปกคอมมาตรฐานที่ทุกคนต้องซื้อพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แน่นอน มันก็ถูกชำเราด้วยเกมใหม่ๆที่กินสเปกคอมยิ่งกว่าเดิม แต่เล่นแล้วก็สนุกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นไม่นาน เพียงแค่สี่ปีถัดมา กระแสของโน๊ตบุคก็เริ่มแรง พ่อผมได้คอมจากที่ทำงานมาเครื่องนึง พอย้ายหน่วยงานก็ได้มาอีกเครื่องนึง หนึ่งในเครื่องนั้นก็เอามาให้ผม แม่ได้มาเครื่องนึงจากที่ทำงานเช่นกัน พี่สาวผมได้มาเครื่องนึงจากเงินทุน พสวท. น้องชายผมซื้ออีกเครื่องนึง และผมก็กำลังคิดว่าจะซื้ออีกเครื่องนึง เพราะกำลังได้งบจาก พสวท.เหมือนกัน ที่ไม่มีใครซื้อ PC เพิ่มเพราะว่ามันดักสัญญาณ wireless จากข้างบ้านไม่ได้นั่นเอง 555 หกปีที่ผ่านไป ที่บ้านมีคอมสองเครื่อง หนึ่งในนั้นเป็นเครื่องเก่าเก็บไว้ไม่ได้ใช้ แต่เพียงแค่สี่ปี จำนวนคอมเพิ่มขึ้นมาเป็นแปดเครื่อง บ้านผมมีแปดคน ก็เฉลี่ยกันคนละเครื่องพอดี พร้อมกันนั้นก็สูบไฟฟ้าที่บ้านกันอย่างเมามันส์ บ้านผมตกเป็นทาสของโน๊ตบุคอย่างไม่รู้ตัว.... ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ และไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นขนาดนั้นตั้งแต่ตอนไหน ...และโลกก็ร้อนขึ้นทุกวัน กลับถึงบ้าน หันหน้าเข้าหาคอม พ่อแม่คุยกับลูกผ่าน msn เลยดีไหม |
||||||||||||||
|
|